|
1 ให้ความรัก ลอยไปทั่วบ้าน
การสร้างบ้านให้มีบรรยากาศน่าอยู่ ไม่ใช่ความ ใหญ่โต
หรือความสวยงามของบ้าน แต่เป็นเรื่องที่คนในบ้านต้องสร้าง
การยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกันด้วยความรัก
ความเข้าใจในธรรมชาติของลูก ความเข้าใจซึ่งกันและกันของสมาชิก ความมีน้ำใจ
และอภัยกัน สิ่งเหล่านี้เป็น
พื้นฐานให้บรรยากาศภายในบ้านเอื้อต่อการเรียนรู้
ลูกจะอยู่ด้วยความรู้สึกอบอุ่น มั่นคงในจิตใจ
อย่างที่ทราบกันแล้ว พ่อแม่เป็นต้นแบบที่สำคัญที่สุดของลูก
ลูกใช้เวลาภายในบ้านกับพ่อแม่มากที่สุด ดังนั้นการเลียนแบบต่างๆ
จึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา การเคลื่อนไหว พฤติกรรม ดังนั้น
เมื่อพ่อแม่แสดงความรักกับลูกทุกครั้งที่มีโอกาส
ลูกก็จะรู้จักแสดงความรักออกไป และพร้อมที่จะเปิดใจยอมรับในสิ่งใหม่ๆ
ด้วยเช่นกัน
2 สร้างประชาธิปไตย
การอยู่ร่วมกัน สิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ การเคารพในสิทธิของกันและกัน
การรับฟังความคิดเห็น ซึ่งก็คือ การมีประชาธิปไตยภายในบ้าน
ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึง ความอิสระเสรี ที่จะทำอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ
เพราะเด็กเล็กๆ ต้องเรียนรู้ผ่านระเบียบวินัย และกฎเกณฑ์
การมีประชาธิปไตยภายในบ้าน พ่อแม่ต้องเตรียมกิจกรรมต่างๆ
ให้ลูกได้เล่นตามวัย
ในแต่ละกิจกรรมต้องให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ฝึกให้ลูกรู้จักคิด รู้จักสิทธิ และความสามารถของตัวเอง
แต่ก็ต้องอยู่ใน กฎเกณฑ์และข้อตกลงร่วมกัน

3 คำชมสร้างกำลังใจ
วิธีการหนึ่ง ที่ช่วยให้ลูกฉลาดได้คือ การสนับสนุนในด้านกำลังใจ
ชมเชยลูกในช่วงที่เหมาะสม ควรชมแต่ พอเหมาะ
ให้ลูกรู้สึกว่าคำชมนั้นมีคุณค่า ชมเมื่อลูกทำสิ่งที่ถูกต้อง
เมื่อลูกได้รับคำชม ก็จะเกิดกำลังใจในการทำ สิ่งนั้นๆ เช่น
เมื่อลูกเล่นเสร็จ รู้จักเก็บของให้เป็นที่
ก็ชมเชยว่าลูกทำให้บ้านสะอาด ของเล่นลูกก็ไม่เสียหาย
ครั้งต่อไปเมื่อเล่นเสร็จ ลูกก็จะอยากเก็บของเล่นอีก
เมื่อมีคำชม ก็ต้องมีการว่ากล่าวตักเตือนในสิ่งที่ลูกทำผิดด้วยเช่นกัน
แต่ต้องเป็นการตักเตือนด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์
ถ้าลูกยังเล็กการห้ามในสิ่งที่เป็นอันตราย ก็ต้องห้ามแบบเด็ดขาด จริงจัง
เพื่อให้ลูกรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรเล่น เช่น ปลั๊กไฟ เตาแก๊ส เป็นต้น
แต่ถ้าลูกโตแล้ว พ่อแม่ต้องใช้เหตุผลในการอธิบายประกอบมากขึ้น
การห้ามโดยไม่บอกเหตุผล จะเป็นแรงเสริมทำให้ลูกอยากรู้อยากลองมากขึ้นก็ได้
ทั้งคำชมเชย และคำว่ากล่าวตักเตือน เป็นเสมือนเกราะคุ้มภัย และแรงเสริมให้ลูกเรียนรู้ได้ดีต่อไป
4 คำว่า ‘ไม่รัก’ ไม่มีอยู่ในบ้าน
คำขู่เด็กๆ ที่เราคุ้นเคยมีหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ “ถ้าไม่นอน
เดี๋ยวตุ๊กแกมากินตับ” “ดื้อเหรอ เดี๋ยวยักษ์มาจับตัวนะ” ตอนเด็กๆ
คำขู่พวกนี้อาจจะได้ผล เด็กคนไหนที่ขวัญอ่อน ก็จะกลัว และอาจกลัวจนฝังใจ
เด็กคนไหนที่กล้าหน่อยก็ไม่กลัว และกลายเป็นไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด
ส่วนคำขู่ยอดฮิตอีกคำ ที่ผู้ใหญ่มักเผลอหลุดปากออกมา คือ คำว่า “ทำแบบนี้
แม่/พ่อ ไม่รักนะ” หรือบางครั้ง อาจจะหยอกล้อ เช่น “ไม่รักลูกแล้ว
ไปรักคนอื่นดีกว่า” (แล้วก็แกล้งกอดคนอื่นแทน) การพูดยั่ว ขู่ หรือลงโทษ
โดยใช้คำว่า ‘ไม่รัก’ เพราะคิดว่าเป็นการลงโทษให้ลูกรู้สึกกลัว
และไม่กล้าทำอีก หรือจะเป็นการล้อเล่นสนุกๆ ก็แล้วแต่
เท่ากับเป็นการตัดกำลังใจ และตัดโอกาสในการเรียนรู้ของเด็ก คุณลองคิดดูว่า
ลูกที่อายุเพียงไม่กี่ขวบ ยังไม่เข้าใจความหมายซับซ้อน
หรือเข้าใจอารมณ์ที่ลึกซึ้งได้ แต่จะเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง
ได้เห็นเฉพาะหน้า เมื่อเขารู้สึกว่าผู้ใหญ่ไม่รัก
ก็อาจจะมีพฤติกรรมที่แปรปรวน ยิ่งถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเจ้าอารมณ์
เด็กก็จะมีนิสัยเจ้าอารมณ์ตามมาเช่นกัน

|
|
5 คำห้าม มีให้น้อยที่สุด
ช่วงวัย 2-6 ปี เป็นช่วงหนึ่งที่พ่อแม่เหนื่อยหน่อยกับ พละกำลัง
ความอยากรู้อยากเห็นอันมหาศาลของลูก
แล้วยังเป็นวัยที่ช่างจินตนาการอีกด้วย สิ่งไหนที่อยากรู้
เด็กก็มักจะอยากลองทำ อยากรู้ผลที่ตามคืออะไร ถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจจุดนี้
ก็อาจจะห้ามลูกในการทำสิ่งต่างๆ
เพราะกลัวว่าอาจจะเกิดอันตรายกับลูก
หรือแม้กระทั่งลูกอาจจะทำบ้านเลอะเทอะ คุณทราบหรือไม่ว่า
ทุกคนต้องเคยทำผิดพลาด
ถ้าพ่อแม่รู้จักสอนความผิดพลาดนี้ให้เป็นประสบการณ์ของลูก
ลูกจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ อีกมากมาย เช่น ลูกเทน้ำหกเลอะเทอะ
ถ้าคุณแม่เอาแต่ดุลูกอย่างเดียว ลูกก็ไม่เกิดการเรียนรู้
แต่กลับรู้สึกใจเสีย จนไม่อยากเทน้ำเองอีกก็เป็นได้
คุณแม่ต้องใช้ความผิดพลาดครั้งนี้สอนลูกว่า เทน้ำอย่างไรไม่ให้หกออกมา
และเมื่อหกแล้วควรเช็ดอย่างไร จึงจะไม่เกิดอุบัติเหตุ
ครั้งต่อไปลูกก็จะสามารถทำได้เองในที่สุด (ถ้าได้รับการฝึกฝนบ่อยๆ )
มีนักวิชาการกล่าวว่า เด็กสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองได้
โดยการมีประสบการณ์ใหม่ๆ มีการเก็บข้อมูล จนมีความเข้าใจ เกิดความชำนาญ
และเชื่อมโยงนำมาใช้ได้ ฉะนั้น การห้ามลูกทำนู่นทำนี่ทุกเรื่องก็เท่ากับ
เป็นการตัดโอกาสการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของลูก นอกจากนี้แล้ว
การให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตัวเอง
เป็นการส่งเสริมให้เขารู้จักพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด
เด็กที่ช่วยเหลือตัวเองในเรื่องต่างๆ ได้เร็ว
ก็จะมีความสนใจในเรื่องต่อไปมากขึ้นเช่นกัน คำพูดของพ่อแม่ จึงมีผลต่อการพัฒนาสติปัญญาของลูกได้อย่างไม่น่าเชื่อ
6 เปิดโทรทัศน์ให้น้อย
อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า รายการโทรทัศน์ หรือการดูโทรทัศน์
ก่อให้เกิดผลเสีย กับเด็กมากกว่าผลดี และส่งผลต่อการเรียนรู้โดยตรง
รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ด้วย ดังนั้น ถ้าอยากให้ลูกฉลาดต้องปิดทีวี
เป็นเรื่องไม่ยากที่จะทำ
เพียงแต่พ่อแม่และสมาชิกในบ้านต้องให้ความร่วมมือเท่านั้นเองค่ะ
ถ้าบ้านไหนดูโทรทัศน์เป็นเวลา เช่น ดูช่วงข่าว หรือสารคดี
ไม่ได้เปิดแช่ไว้ทั้งวัน มีกิจกรรมอื่นๆ ให้ลูกได้ทำ
รับรองว่าลูกก็ไม่ร้องขอที่จะดูโทรทัศน์เช่นกันค่ะ
แต่ถ้าบางรายการที่เหมาะกับลูก น่าสนใจก็ขอให้มีผู้ใหญ่นั่งดูกับลูกด้วย
และคอยอธิบายให้ลูกฟัง จะได้ประโยชน์กว่าให้ลูกนั่งดูเองแบบเข้าใจบ้าง
ไม่เข้าใจบ้าง

7 บ้านมีระเบียบ
การจัดบ้านให้มีระเบียบ เก็บของเป็นที่เป็นทาง
และรักษาความสะอาดบ้านอยู่เสมอ ทำให้ลูกเคยชิน จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัว
เวลาลูกจะทำอะไรก็กลายเป็นเด็กที่มีระเบียบไปในตัว เช่น
มีที่เก็บของเล่นเป็นสัดส่วน รู้จักการแยกหมวดหมู่ (บางคนทั้งของเล่น
เครื่องเขียน หนังสือ รวมอยู่ในลังเดียวกันหมด)
หลายท่านอาจเกิดคำถามว่า แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับความฉลาด
เพราะความมีระเบียบเป็นในสิ่งที่มองเห็นเป็นรูปธรรมแบบนี้
ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กมีระเบียบในวิธีคิด วิธีการเรียนรู้
และทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างราบรื่น เช่น เมื่อลูกต้องการระบายสี
ก็สามารถเดินไปหยิบอุปกรณ์ที่ต้องใช้ได้ทันที เมื่อเล่นเสร็จแล้ว
ก็สอนวิธีการเก็บรักษา ครั้งต่อไปอยากเล่น ก็เล่นได้เลย
แต่ถ้าไม่มีการเก็บที่เป็นระเบียบ ก่อนเล่นก็ต้องหา หาเจอบ้างไม่เจอบ้าง
อาจจะอารมณ์เสีย และก็เลยอดเล่น อดเรียนรู้กันไปนั่นเอง
8 สร้างโอกาสให้ลูกเสมอ มีวิธีการมากมายที่พ่อแม่เป็นผู้ช่วยในการส่งเสริมความฉลาดให้ลูก โดยเฉพาะการสร้างโอกาสในเรื่องต่อไปนี้ *เปิดโอกาสให้ลูกตั้งคำถาม และชวนกันหาคำตอบ พร้อมทั้งชวนให้ลูกคิด หรือตั้งคำถามกลับเพื่อให้ลูกคิดหาคำตอบให้หลากหลายรูปแบบ *ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น และความรู้สึกของตัวเองออกมาให้มากที่สุด จะทำให้พ่อแม่รู้จักลูกมากขึ้นอีกด้วย *ช่วย
แนะนำ ส่งเสริมในเรื่องที่ลูกอยากรู้ เช่น ลูกสงสัยเรื่องดวงดาว
ก็หาหนังสือ สารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้มาศึกษา
เมื่อมีโอกาสก็พาลูกไปท้องฟ้า-จำลอง หรือพาไปเข้าค่ายดูดาว
จะช่วยต่อยอดการเรียนรู้ได้มากมาย
อย่าปล่อยโอกาสเมื่อเห็นว่าลูกกำลังสนใจเรื่องใด ต้องรีบส่งเสริมทันที
เพราะช่วงความสนใจของเด็กไม่ได้ยาวนานมากนัก นี่อาจทำให้ลูกได้ค้นพบ
ความชอบของตนเองได้ *พยายาม
สร้างบรรยากาศให้รู้สึกว่า การเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เป็นเรื่องน่าสนุก
โดยเริ่มจากตัวพ่อแม่ ที่มีความกระตือรือร้นในเรื่องนั้น
ลูกก็จะมีความสุขที่เรียนรู้พร้อมกับพ่อแม่ *ไม่
จำเป็นต้องบังคับให้ลูกเรียนรู้อะไรก่อนวัยอันควร
หรือยัดเยียดในสิ่งที่ลูกไม่สนใจ เพราะนั่นเป็นการฝืนใจ
ซึ่งไม่มีผลดีต่อการเรียนรู้ระยะยาว *เปิดโอกาสให้ลูกได้พบปะผู้คน หรือสิ่งใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส
|